ร้องไห้จนไม่มีน้ำตา!! ฉันตกลงใจคบกับหมอศัลยฯ เค้าคอยแต่ยุให้ฉันทำศัยกรรมทุกส่วน ผ่านไปสักพัก ใจสลายเมื่อฉันต้องตกอยู่ในสภาพนี้!!

ร้องไห้จนไม่มีน้ำตา!! ฉันตกลงใจคบกับหมอศัลยฯ เค้าคอยแต่ยุให้ฉันทำศัยกรรมทุกส่วน ผ่านไปสักพัก ใจสลายเมื่อฉันต้องตกอยู่ในสภาพนี้!!

หลังจากที่ฉันแต่งงานกับหมอศัลยฯ เค้าคอยแต่ยุให้ฉันผ่าตัดทุกส่วน ผ่านไปไม่กี่ปีถึงรู้ว่า…..

เกริ่นก่อนว่าฉันเป็นผู้หญิงหน้าตาธรรมดาค่อนไปทางไม่สวยคนหนึ่งที่อยากจะสวยเหมือนคนอื่นๆ แต่ในเมื่อธรรมชาติไม่เป็นใจให้ฉันเกิดมาสวย ฉันเลยต้องพึ่งมีดหมอ เมื่อสิบกว่าปีก่อนศัลยกรรมไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก และไม่มีฝีมือเหมือนสมัยนี้ ใครที่ทำศัลยกรรมมามักจะอายและไม่กล้าบอกใคร  เพราะใครต่างก็อยากจะอวดตัวเองว่าสวยโดยธรรมชาติ แต่ในเมื่อใบหน้าที่ไม่สวยมันกระทบอะไรหลายอย่างในชีวิตโดยเฉพาะสังคมชาวจีนสมัยเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว

ฉันเป็นชาวจีนอาศัยอยู่ชนบท เมื่อฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้พ่อแม่ก็ดีใจ แต่ก็กลุ้มใจเช่นกันเพราะตลอดเวลาที่ฉันเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยจนกระทั่งจบมานั้นไม่มีใครเข้ามาจีบฉันเลย ในประเทศจีนนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อนจนถึงปัจจุบัน ความเชื่อค่านิยมที่ฝังรากลึกว่า ผู้หญิงไม่ต้องเรียนสูงแค่หน้าตาสวยหาผู้ชายดีๆอยู่บ้านเลี้ยงลูกก็พอแล้ว หากได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาให้ที่บ้าน มากกว่าการจบปริญญาสูงๆแต่กลับไม่ได้แต่งงาน ฉันจึงตัดสินใจจากบ้านมาหางานทำในเมืองเพื่อหวังว่าจะได้พบผู้ชายดีๆเข้าสักวัน

นึกไม่ถึงว่าหน้าตาของฉันจะเป็นอุปสรรคมากถึงเพียงนี้ ในประเทศของฉันนั้นเป็นผู้หญิงจะหางานที่ดีทำนั้นยาก(เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน) ยิ่งหน้าตาโหงวเฮ้ง ลักษณะรูปหน้าไม่ดีด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ชาวจีน ไม่ว่าจะ ฮ่องกง ไต้หวัน จีน ล้วนมองลักษณะหน้าตา(โหงวเฮ้ง)ในการรับเข้าทำงาน ฉันสมัครงานหลายที่แต่ก็ไม่มีใครรับ เลยต้องเต็มใจทำงานเป็นคนเช็คของในโรงเก็บของ ซึ่งงานนี้ไม่ต้องใช้หน้าตา ทั้งๆที่ฉันเรียนจบถึงปริญญา

ไม่นานฉันก็รู้สึกว่าชีวิตฉันต้องดีกว่านี้ วันนั้นฉันนำเงินเก็บทั้งหมดออกมา มารู้สึกตัวอีกทีก็อยู่หน้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเสียแล้ว ฉันมีเงินเก็บไม่มากแล้วค่าทำศัลยกรรมสมัยก่อนแพงมากผิดจากสมัยนี้ ฉันตัดสินใจเข้าพบหมอ ถามหมอว่าฉันมีเงินเท่านี้ทำอะไรได้บ้าง หมอคนนี้ดูยังหนุ่ม ท่าทางอบอุ่นยิ้มให้ฉัน บอกว่าไม่เคยทำมาก่อน ลองทำตาสองชั้นดูมั๊ย ต้องออกมาสวยแน่ๆ ฉันฟังดังนั้นจึงตอบตกลงทันที หลายคนอาจสงสัยว่าไม่กลัวออกมาน่าเกลียดกว่าเดิมเหรอ คือตอนนั้นฉันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ฉันรู้สึกแพ้มาตลอดชีวิต ครั้งนี้แหละฉันจะเอาชนะให้ได้ วันรุ่งขึ้นฉันกลับไปที่โรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัด ผ่าตัดไม่นานฉันออกมาในสภาพนี้(รูปข้างบน) โดยมีผ้าปิดตาทั้งสองข้าง ฉันมองแทบไม่เห็น หมอคนนั้นได้เดินตามฉันออกมาแล้วช่วยเรียกแท็กซี่ให้ฉันกลับบ้าน หลังจากนั้นเค้าคอยโทรถามอาการฉันเรื่อยๆ จนเราค่อยๆสนิทกัน

เราสองคนคุยกันมาเรื่อยๆ เค้าเป็นผู้ชายอบอุ่น เค้าคอยหางานดีๆให้กับฉัน มารับฉันไปทานข้าวทุกวัน ผ่านไปไม่กี่เดือน อยู่ดีๆขณะที่กินข้าวอยู่เค้าก็คุกเข่าขอฉันแต่งงาน  แน่นอนว่าฉันรีบตอบตกลงทันที หน้าตาอย่างฉัน การที่ได้ผู้ชายหน้าตาดี หน้าที่การงานดีมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย  นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เค้าคอยดูแลเอาใจใส่ เค้าคอยบอกฉันว่าจมูกฉันถ้าเล็กลงกว่านี้จะสวยขึ้น ฉันก็เชื่อแล้วตกลงใจทำ ทำจมูกเสร็จ เค้าก็ถามฉันว่าอยากเพิ่มหน้าอกไหม อยากดูดไขมันมั๊ย แต่ฉันไม่มีเงินที่จะทำมากขนาดนั้น แต่เค้ากลับบอกว่าไม่เป็นไร หากฉันยินยอมให้เค้าทำ และยอมให้มีการถ่ายทำตลอด ทางโรงพยาบาลจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ ด้วยความที่ฉันซื่อและเชื่อใจ ก็ยอมทำมาเรื่อยๆ จนอยู่มาวันหนึ่ง

จมูกและคางที่ทำมาได้ไม่นานเริ่มอักเสบและมีหนอง ฉันต้องเข้าผ่าตัดแก้ถึงหลายครั้งแล้วทำให้ฉันต้องหยุดงานนานเป็นเดือน ทำให้ฉันเข็ดกับการทำศัลยกรรมไปเลยแล้วตัดสินใจว่าจะไม่ทำอีก ฉันส่งกระจกมองหน้าตัวเอง ทำให้ฉันรู้สึกกลัวว่านี่ไม่ใช่ฉัน เป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก ฉันจำตัวเองไม่ได้เลย หลายคนบอกว่าฉันดูดีขึ้นแต่มันกลับทำให้ฉันกลัว….

แผลฉันเพิ่งหายไม่ได้นาน เค้ากลับบอกว่าให้ฉันทำโน่นทำนี่เพิ่ม ฉันบอกว่าฉันกลัวและเข็ดแล้ว เค้ากลับบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เจอความผิดพลาดบ้าง ฉันร้องไห้เสียใจ เหมือนสิ่งที่ฉันพูดออกไปเค้าไม่เคยเข้าใจ ฉันตะโกนด่าเค้าไปว่า ฉันไม่ใช่หนูทดลองของเค้า เราทะเลาะกันแรงขึ้น จากเค้าคนที่ฉันเคยรู้จัก คนที่เคยอบอุ่น คนที่มองข้ามความขี้เหร่ของฉัน วันนี้กลับเป็นคนแปลกหน้าที่ฉันไม่เคยพบมาก่อน เค้าพูดนิ่งๆออกมาว่า  เธอรู้มั๊ยวันแรกที่ฉันเจอเธอหนะ เธอขี้เหร่ขนาดไหน?  ไม่มีส่วนไหนเลยที่ดูดี เธอต้องขอบคุณฉันนะ ที่ทำให้เธอสวยขึ้น และมีงานการที่ดีอย่างทุกวันนี้….. คำพูดของเค้าเหมือนฟ้าผ่ากลางหัวฉัน ฉันได้แต่ยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก ฉันเก็บเสื้อผ้าออกมา นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเราไม่เคยได้คุยกันอีกเลย และเค้าก็ไม่เคยโทรมาง้อ แล้วเรื่องที่เค้าคุกเข่าขอฉันแต่งงานมันก็แค่เป็นการโกหกหลอกลวง เค้าทำเพื่อที่ว่าถ้าหากเป็นคู่หมั้น เค้าจะได้เป็นคนผ่าตัดออกรายการ ทุกอย่างที่เค้าทำเพื่อแค่หน้าที่การงานของเค้าเท่านั้นเอง

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ