กระจ่าง !! ทำไมเวลา "กรวดน้ำ" ต้องแตะแขนต่อกันเป็นทอดๆ ที่แท้เป็นเพราะสาเหตุที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

กระจ่าง !! ทำไมเวลา "กรวดน้ำ" ต้องแตะแขนต่อกันเป็นทอดๆ ที่แท้เป็นเพราะสาเหตุที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

การกรวดน้ำ เป็นการอุทิศแผ่ส่วนกุศล ที่ตนบำเพ็ญแล้วนั้น ส่งไปให้แก่บรรพชนตลอดจนสรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งหลายและตั้งจิตอธิษฐานเพื่อให้ตนเองได้กระทำความดีต่อไป หรืออธิษฐานในสิ่งประสงค์อันดีงามให้สำเร็จตามความปรารถนา เป็นการรินน้ำหลั่งลงให้เป็นสาย อันเป็นเครื่องหมายแห่งสายน้ำใจ อันบริสุทธิ์ ตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ตนเองได้ทำมาในวันนั้นให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วและแสดงถึงกระแสบุญที่ไหลไม่ขาดห้วงเหมือนสายน้ำที่ไหลติดต่อกัน การอุทิศส่งบุญจึงนิยมใช้น้ำเป็นสื่อแทนบุญ
รวมทั้ง ยังได้ชื่อว่าเป็นการแสดงความกตัญญูด้วย ถ้าผู้ล่วงลับไปแล้วเป็นผู้มีอาวุโสน้อยกว่า เช่น เป็นบุตร ธิดา เป็นน้อง หรือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ชื่อว่าได้แผ่เมตตากรุณาธรรมของตนไปสู่ผู้ล่วงลับเหล่านั้น และถ้าหากผู้ล่วงลับนั้นเป็นผู้อาวุโสมากกว่า เช่น เป็นบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นพี่ หรือครูบาอาจารย์ เป็นต้น ก็ชื่อว่าได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่านเหล่านั้นเพราะต้องการให้ท่านมีความสุขแม้จะตายไปแล้วก็ตาม และหลายๆคนคงเคยสงสัยกันว่า ขณะที่คนๆหนึ่งถวายหรือกรวดน้ำ คนที่มาด้วยก็จะเอามือแตะตัวคนที่กำลังทำพิธี แล้วคนที่อยู่ข้างหลังก็แตะตัวต่อๆกันมา เพื่ออะไร แล้วได้ผลจริงมั้ย? วันนี้เราจึงมีคำตอบเหล่านั้นมาฝากกัน

โดยบทความเรื่อง "การอุทิศส่วนกุศล" ได้คัดลอก จากหนังสือ การอุทิศส่วนกุศล โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ระบุเอาไว้ดังนี้
ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ ลูกทำสังฆทานให้ สัมภเวสี ถ้ากลับไปแล้วจะ กรวดน้ำ ให้ได้ไหมคะ...?

หลวงพ่อ : การอุทิศส่วนกุศล ในพระพุทธศาสนานี่ไม่มีน้ำ แต่ว่าที่ พระเจ้าพิมพิสาร ทำเป็นองค์แรก เพราะว่าศาสนาพราหมณ์เขาถือว่า ถ้าจะให้อะไรกับใคร ต้องให้คนนั้นแบมือแล้วเอาน้ำราดลงไป และตอนที่พระเจ้าพิมพิสารทำ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ห้ามเพราะเป็นพระเพณีนิยม

เวลาที่พระเจ้าพิมพิสารอุทิศส่วนกุศลต้องใช้น้ำ เพราะว่าท่านเพิ่งพบพระพุทธเจ้า ประเพณีของพราหมณ์ยังชินอยู่ แต่ว่าใจท่านตั้งตรง เวลาอุทิศส่วนกุศลจริงๆ ในพระพุทธศาสนาไม่ต้องใช้น้ำ ผีกับเปรตต้องรีบวิ่งกลับ เพราะไม่ได้กินแน่ เพราะฉันเคยพบมาแล้ว แต่ไม่มีน้ำนะว่า "อิมินา" เพลินไปยังไม่ถึงครึ่งก็มีคน ๒ คน ถือโซ่มาคล้องคอปั๊บลากไปเลย

ผู้ถาม : มีบางคนเขาบอกว่า "กรวดน้ำแบบแห้ง" ตายไปชาติหน้าจะแห้งแล้งเพราะไม่มีน้ำ โบราณพูดอย่างนี้จะจริงหรือเปล่าคะ...?
หลวงพ่อ : เขาพูดได้ยินหรือเปล่า คนที่พูดมาได้ยินหรือเปล่า... คนโบราณพูดอย่างนี้ คนโบราณเขาพูดหรือเปล่า... ถ้าได้ยินแสดงว่าเขาพูดจริง แต่ก็ไม่ได้แห้งแล้งจริง การอุทิศส่วน กุศล พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ใช้น้ำ ฉันใช้น้ำวันเดียววันบวช ว่าไม่ถูกเลย ฉันไม่เคยใช้น้ำเลยก็เห็นผีได้รับ แต่ชาติหน้าถ้าจะทำอย่างนั้น ถ้าฉันยังไม่ตายก็ไม่ได้เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรนะ! กินน้ำเกลือเผื่ออยู่แล้ว เผื่อชาติหน้าจะอด!

ผู้ถาม : อ้อ..มินาล่ะ! หลวงพ่อถึงให้น้ำเกลือบ่อยๆ

หลวงพ่อ : ใช่! มีทั้งน้ำสะอาด น้ำเกลือ น้ำหวาน เผื่อไว้ตลอด

หมายความว่า เวลาจะอุทิศส่วนกุศล ให้ใช้ภาษาไทยสั้นๆ อย่างทำบุญสังฆทาน เราก็ตั้งใจว่า "การบำเพ็ญกุศลในวันนี้ ผลนี้จะมีแก่ข้าพเจ้าเพียงใด ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่ ...(บอกชื่อ)... ขอให้มาโมทนารับผลเช่นเดียวกับข้าพเจ้า" และตอนที่พระสงฆ์ให้พรนี้ ก็ขอให้เจ้าภาพและทุกท่านที่บำเพ็ญกุศลแล้ว ตั้งจิตปราถนาเอาตามประสงค์ สมมติว่าท่านทั้งหลายตั้งใจเพื่อ "พระนิพพาน" อันนี้ก็ต้องเผื่อไว้ด้วยว่าหากสมมติเราตายจากชาตินี้ไปแล้วยังไม่ถึงซึ่ง พระนิพพานเพียงไร สมมติว่าเราตาย ถ้าเราไม่เผื่อไว้ละก็มันจะขลุกขลัก

ดังนั้น การอธิษฐานจิต คือตั้งจิตอธิษฐานเขาเรียกว่า "อธิษฐานบารมี" เจริญพระกรรมฐานก็ดี ถวายสังฆทานก็ดี อธิษฐานว่า"ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าถึงซึ่งพระนิพพานใน ชาติปัจจุบันนี้ แต่ทว่าถ้าหากข้าพเจ้าไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด จะเกิดใหม่ไปในชาติใดก็ตาม ขอคำว่า "ไม่มี" จงอย่าปรากฎแก่ข้าพเจ้า" ถ้าเราต้องการอะไรให้มันมีทุกอย่าง จะไม่รวยมากก็ช่าง! เท่านี้ก็พอแล้ว

ผู้ถาม : ถ้าทำบุญแล้ว ถ้าจะอุทิศส่วนกุศลภายหลังจะได้ไหมค่ะ...?
หลวงพ่อ : การทำบุญไปแล้วครั้งหนึ่งสักกี่ปี ๆ บุญก็ยังมีอยู่ ถ้าทำไปแล้วสัก ๓๐ ปี ก็ยังอุทิศส่วนกุศลได้ บุญมันไม่หาย ไม่ใช่เราทำบุญแล้วเดี๋ยวเดียวมันหายไปไม่ใช่อย่างนั้นนะ!

ผู้ถาม : แล้วถ้าเผื่อทำบุญแล้ว ไม่ได้อุทิศส่วนกุศลจะได้บุญเต็มที่ไหมค่ะ...?

หลวงพ่อ : ก็ได้เต็มที่อยู่แล้ว เราเป็นผู้ได้สมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่ว่าเราจะให้เขาหรือไม่ให้ การอุทิศส่วนกุศลนี่นะ ถ้าเราไม่ให้ เราก็กินคนเดียวใช่ไหม.. ทีนี้ถ้าเราให้เขาของเราก็ไม่หมดอีก ส่วนที่เราให้ไปไม่ได้ยุบไปจากของเดิม อย่างเรื่องของ พระอนุรุทธ สมัยที่ท่านเกิดเป็นคนเกี่ยวหญ้าช้างของมหาเศรษฐี เวลาที่ท่านทำบุญแล้วเจ้านายขอแบ่งบุญ ท่านก็สงสัยว่าการแบ่งบุญน่ะจะได้ไหม จึงไปถาม พระปัจเจกพุทธเจ้า ที่ท่านมารับบาตรนะ

ท่านก็เปรียบเทียบให้ฟังว่า "สมมติว่าโยมมีคบ แล้วก็มีไฟด้วย คนอื่นเขามีแต่คบไม่มีไฟ ทุกคนต้องการแสงสว่าง ก็มาขอต่อไฟที่คบของโยม แล้วคบทุกคนก็สว่างไสวหมด อยากทราบว่าไฟของคุณโยมจะยุบไปไหม...?" ท่านอนุรุทธก็บอกว่าไม่ยุบ! แล้วท่านก็บอกว่า "การอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกัน ให้เขา เขาโมทนา แต่ บุญของเราเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์"

Advertisement

กดติดตาม สยามวาไรตี้ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมงาน และติดตามข่าวสารดีๆ พร้อมนำเสนอให้ท่านสมาชิกไม่พลาดทุกข่าวที่สนใจ

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ