อาถรรพ์!! สามเสือสมิงร้ายแห่งภูเขาควาย หมายรุมปลิดชีวิต "หลวงพ่อลุน" แต่เจอไม้เด็ด งานนี้ผีสางที่ไหนก็กระเจิง!!

อาถรรพ์!! สามเสือสมิงร้ายแห่งภูเขาควาย หมายรุมปลิดชีวิต "หลวงพ่อลุน" แต่เจอไม้เด็ด งานนี้ผีสางที่ไหนก็กระเจิง!!

วันหนึ่ง เมื่อ "หลวงพ่อลุน" ธุดงค์ผ่านมาถึงป่าอาถรรพ์แห่งหนึ่งบริเวณภูเขาควาย เทวดาเจ้าที่ได้แสดงตนปรากฏในนิมิตกรรมฐานเพื่อบอกกับหลวงพ่อลุนว่า  เขตป่านี้อันตรายมาก ชุกชุมไปด้วยภูตผีปีศาจ และมี "เสือสมิง" สามตัวหากินอยู่  ถ้าท่านจะธุดงค์ผ่านไปก็ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว จะประมาทมิได้  กล่าวจบแล้วเทวดาก็หายไป

ในช่วงสามคืนแรกที่หลวงพ่อลุนปักกลดอยู่บริเวณป่าแห่งนี้ ท่านมิได้พบเสือสมิงแต่อย่างใด  คงเจอแต่ดวงวิญญาณของผู้ทุกข์ยากและมิได้ไปผุดไปเกิดมาขอส่วนบุญเป็นจำนวนมาก

แต่ในคืนที่สี่ อันตรายที่น่าสะพรึงกลัวก็ได้บังเกิดขึ้น ... หลวงพ่อลุนเล่าว่า

ประมาณตีสองเห็นจะได้ ขณะที่ท่านกำลังนอนหลับอยู่ในกลดนั้น จู่ ๆ ท่านก็ได้ยินเสียงชายผู้หนึ่งร้องปลุกท่านถึงสามครั้งว่า "หลวงพ่อตื่นเร็ว...เสือมาแล้ว!"  เมื่อท่านตื่นขึ้นมา สัญชาตญาณของพระป่าก็ได้ลุกโชนขึ้นทันที เพราะในขณะนั้นท่านได้กลิ่นสาบของเสือคลุ้งเต็มไปหมด

หลวงพ่อลุนจึงรีบเข้าสมาธิแผ่เมตตาอย่างไม่รอช้า  แต่เสียงของชายหนุ่มผู้หวังดีกลับดังขึ้นมาอีกครั้งแล้วเตือนว่า

"ไม่มีประโยชน์หรอก!  หลวงพ่อรีบ ๆ บริกรรมคาถาป้องกันตัวเถอะ... ผมคุ้มครองหลวงพ่อได้อีกไม่นานหรอก!"

สิ้นเสียงชายหนุ่มผู้หวังดี (หรืออาจจะเป็นเสียงของเทวดาที่มาแจ้งเหตุ) เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง

"ระวังตัว ... สมิงมาแล้ว!"

เร็วทันทีกว่าที่ใครจะตั้งตัว เสียงฝีเท้าและเสียงคำรามของเสือก็ดังขึ้นบริเวณรอบ ๆ กลดของหลวงพ่อลุน ... อันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาทีละน้อย ๆ

และในที่สุดการจู่โจมก็เริ่มขึ้น เมื่อเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่ตัวหนึ่งได้กระโจนเข้ามาในกลด  แต่เมื่อมันเข้ามาใกล้กองไฟที่หลวงพ่อลุนก่อไว้ แสงไฟก็เกิดลุกสว่างร้อนวาบขึ้นมาทันที

สิ่งที่คาดการณ์ได้เพียงอย่างเดียวตอนนี้ก็คือ  ขณะนั้นหลวงพ่อลุนกำลังเจริญ "เตโชกสิณ" หรือทำสมาธิให้เกิดเปลวไฟขึ้นอย่างเต็มที่ ซึ่งด้วยอำนาจวิชากสิณไฟธาตุตามตำรับสายสำเร็จลุนแล้ว เมื่อสมาธิแก่กล้า อะไรก็ฝ่าแสงตบะบารมีแห่งกสิณไฟเข้ามาไม่ได้ ส่งผลให้เจ้าสมิงลายพาดกลอนตัวใหญ่ถึงกับชะงักทันที

ตามธรรมดาแล้ว สัตว์ป่าย่อมต้องกลัวแสงไฟ ... แต่เสือสมิงที่ภูเขาควายนี้กระหายเลือดเกินกว่าที่แสงไฟจะทำให้มันกลัวได้

ไม่นานนัก เสือลายพาดกลอนอีกตัวหนึ่งก็กระโจนเข้ามาทางด้านหลังกลดของหลวงพ่อลุน  แต่มันก็ต้องชะงักเมื่อเปลวไฟจากกองเพลิงที่หลวงพ่อลุนสุมไว้ลุกโชติช่วงขึ้นมาอย่างแรงจนทำให้เกิดสะเก็ดถ่านดังเปรี๊ยะ ๆ ๆ  เพียงเท่านี้ก็สามารถหยุดการจู่โจมของเสือสมิงลงได้  แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าจะทำให้มัจจุราชลายพาดกลอนเกิดความเกรงกลัวถึงขนาดหนีกลับเข้าป่าไป

สัตว์มัจจุราชทั้งสองพยายามเดินไปรอบ ๆ กลดของหลวงพ่อลุน  มันคงจะเข้ามาไม่ได้เพราะอำนาจกสิณไฟบวกกับธาตุไฟที่กองไฟยังคงมีอยู่  แต่ถ้าไฟมอดเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงการจู่โจมอีกครั้งของเสือสมิงทั้งสองตัว

หลวงพ่อลุนทราบเหตุปัจจัยข้อนี้เป็นอย่างดี...จึงถือโอกาสในช่วงที่ไฟยังติดอยู่นี้หยิบของวิเศษชิ้นหนึ่งของพระสงฆ์ขึ้นมาอาราธนา นั่นก็คือผ้ารัดอกของท่านเอง  โดยนำมาลงอักขระอย่างรวดเร็วและชำนาญ  จากนั้นจึงนำด้ายมาผูกให้เป็นห้าเปลาะจนสำเร็จเป็นรูปคน แล้วจึงเสกเข็มเย็บจีวรด้วยคาถาเพื่อให้กลายเป็นอาวุธ

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว หลวงพ่อลุนจึงรวบรวมกำลังสมาธิทั้งหมดเท่าที่มีเพื่อบริกรรมคาถาตำรับวิชาผูก "หุ่นพยนต์" จนกระทั่งบังเกิดนิมิตในกรรมฐาน สำเร็จเป็นนักรบหนุ่มฉกรรจ์ถือดาบแหลมยาว  จากนั้นท่านจึงโยนหุ่นพยนต์ตัวนั้นออกไปนอกกลด แล้วบริกรรมคาถาสั่งว่าให้ช่วยขับไล่เสือสมิงออกไปให้ไกลจากเขตนี้

ทันทีที่หุ่นพยนต์ตกลงบนกอหญ้า เสียงตึงตังคล้ายกับการสู้รบก็เริ่มดังขึ้น

หลวงพ่อลุนจึงเริ่มหลับตาบริกรรมหนุนธาตุกสิณเข้าช่วยหุ่นพยนต์  ไม่นาน...เสียงร้องของเสือตัวหนึ่งได้โหยหวนขึ้น ประหนึ่งว่ากำลังทรมานอย่างมาก

แต่ก่อนที่เสียงจะหายไป หลวงพ่อลุนก็รู้สึกเหมือนถูกของหนักกระแทกเข้าที่กลางหลังอย่างแรงจนทำให้ท่านถึงกับเลือดกำเดาออกทีเดียว  นิมิตหมายเช่นนี้หมายความว่า หุ่นพยนต์ของท่านได้ถูกเสือสมิงทั้งสองตัวทำลายเสียแล้ว

แต่ด้วยหัวใจความเป็นพระป่ากรรมฐาน ความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยแค่นี้ไม่สามารถทำให้หลวงพ่อลุนหวาดกลัวได้แม้แต่น้อย  ท่านลืมตาขึ้นใหม่อีกครั้ง  คราวนี้ท่านได้นำสิ่งที่สำคัญอีกอย่างของพระป่ามาจรดเหนือหัวด้วยความเคารพอย่างสูงแล้วอธิษฐานว่า

"ข้าแต่คุณพระศรีรัตนตรัย คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูอาจารย์ทุกพระองค์ ... ข้าพเจ้าขอฝากชีวิตทั้งหมดไว้กับท่าน"

จากนั้นจึงนำด้ายมาผูกให้ได้ห้าเปลาะอีกครั้งจนสำเร็จเป็นรูปคนตัวใหญ่ แล้วก็เริ่มบริกรรมพระคาถาผูกหุ่นพยนต์อีกครั้ง

ทันทีที่กระแสจิตของหลวงพ่อลุนได้เริ่มแผ่ออกไปก็ทำให้เสือสมิงทั้งสอง (ซึ่งตัวหนึ่งยังคงบาดเจ็บอยู่) สัมผัสล่วงรู้ว่า ท่านกำลังทำหุ่นพยนต์ขึ้นอีกครั้ง  พวกมันจึงตัดสินใจหลบไปตั้งหลักก่อน

เมื่อมัจจุราชทั้งสองถอยกลับไปแล้วก็เป็นเวลาพอดีที่แสงอาทิตย์ยามเช้าทอแสงขึ้นมา

"มรณานุสติ" เกิดขึ้นในวาระจิตของหลวงพ่อลุนทันที ... ท่านคิดว่า ความตายจะต้องเกิดแก่ท่านอย่างแน่นอน ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ เพียงแต่วันนี้ท่านยังโชคดีอยู่

แล้วเสียงของเทวดาก็ดังขึ้นอีกครั้งว่า

หุ่นพยนต์

 
Advertisement

ประมาณสาย ๆ เห็นจะได้ เมื่อหลวงพ่อลุนฉันเสร็จก็ตัดสินใจเก็บเครื่องอัฐบริขารต่าง ๆ แล้วรีบเดินทางมุ่งหน้าหาทางออกจากเขตป่าอาถรรพ์แห่งนี้ทันที

หลังจากที่หลวงพ่อลุนเดินทางล่วงเลยเวลามาจนกระทั่งถึงตอนเย็นก็ปรากฏว่า  สถานที่ที่ท่านตัดสินใจปักกลดนั้นก็คือสถานที่ที่ท่านปักกลดเมื่อคืนนี้นั่นเอง  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ท่านตัดสินใจแล้วว่าจะขอสู้ตายกับภัยอำนาจมืดที่หมายเอาชีวิตของท่านอยู่ที่นี่จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง

ในช่วงเวลาก่อนจะค่ำมืด หลวงพ่อลุนได้ทำวัตรเย็นและเจริญพระพุทธมนต์เต็มภูมิความรู้ทั้งหมดเท่าที่จะท่องจำได้  จากนั้นจึงนำฟืนไม้แห้งออกมาสุมไฟไว้เป็นจำนวนมาก แล้วจึงนำผ้าสังฆาฏิออกมาผูกด้ายห้าเปลาะจนสำเร็จเป็นตัวคน พร้อมทั้งบริกรรมคาถาผูกหุ่นพยนต์  แต่ครั้งนี้ท่านตัดสินใจผูกหุ่นพยนต์เป็นรูป "ยักษ์ท้าวเวสสุวัณ" โดยปลุกเสกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลาสองยาม

ทันใดนั้น จู่ ๆ ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักจนทำให้กองไฟที่สุมไว้ดับลงสนิท  แต่หลวงพ่อลุนก็ยังคงบริกรรมสมาธิต่อไปอย่างไม่ยอมหยุด

จนกระทั่งเมื่อฝนหยุดตกก็ได้ปรากฏร่างของพรานป่าผู้หนึ่ง เนื้อตัวมีสภาพเต็มไปด้วยเลือด วิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้ามา ปากก็ร้องเสียงดังว่า

"หลวงพ่อครับช่วยผมด้วย... หลวงพ่อช่วยผมที... เสือครับเสือ!!"

เมื่อหลวงพ่อลุนลืมตาขึ้น ภาพที่ท่านเห็นได้ก่อให้เกิดความสลดใจอย่างมาก  ท่านจึงรีบลุกเดินออกมาจากกลด หมายตรงเข้าไปช่วยเหลือพรานป่าผู้เคราะห์ร้ายทันที

แต่ก่อนที่หลวงพ่อลุนจะพ้นบริเวณเขตกลดนั้น จู่ ๆ ก็ได้บังเกิดลมบ้าหมูอย่างแรงพัดเอาผ้าสังฆาฏิที่ท่านปลุกเสกไว้จนปลิวไปทับร่างของพรานป่าผู้นั้น  เสียงโหยหวนของพรานป่าได้เปลี่ยนไปในทันที...กลายเป็นเสียงร้องอย่างเจ็บปวดปางตายของเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ ซึ่งกำลังสะบัดหัวอย่างแรงเพื่อให้ผ้าสังฆาฏิของหลวงพ่อลุนหลุดออกไปจากหัวของมัน  แต่ก็เปล่าประโยชน์ เพราะยิ่งมันสะบัดแรงเท่าไหร่ ผ้าสังฆาฏิผืนนั้นก็ไม่ยอมหลุด ประหนึ่งเหมือนทากาวตราช้างติดไว้

เมื่อหลวงพ่อลุนเห็นจะจะกับตาว่าพรานป่าได้กลายเป็นเสือไปแล้ว ท่านจึงรีบนั่งสมาธิทันที แล้วบริกรรมคาถาปลุกหุ่นพยนต์ยักษ์ท้าวเวสสุวัณ

ทันใดนั้นก็ปรากฏนิมิตเป็นรูปยักษ์ตนหนึ่งกำลังต่อสู้กับเสือสามตัวอย่างพัลวัน  เสือตัวหนึ่งถูกยักษ์จับหักคอจนตายคาที่  ในขณะที่เสืออีกสองตัวได้กระโจนรุมเข้ามากัดที่แขนและขาของยักษ์  แต่ร่างกายของยักษ์ก็แข็งปานหิน เสือจึงกัดไม่เข้า  แถมเสือตัวหนึ่งยังโดนยักษ์ง้างกระบองฟาดลงไปที่หัวอย่างแรงจนขาดใจตายทันที  และก่อนที่เสือตัวสุดท้ายจะหนีไปได้ ยักษ์ตนนั้นก็ได้กระโดดขึ้นไปขี่บนหลังและหักคอมันทันที

เมื่อเสือทั้งสามตัวถูกฆ่าจนเกลี้ยง ยักษ์ก็ได้อ้าปากขึ้น  จากนั้นก็มีแสงสีเขียวปรากฏออกมาจากตัวเสือแล้วพุ่งตรงหายเข้าไปในปากของยักษ์ตนนั้น ... คาดว่า ดวงวิญญาณของเสือสมิงเหล่านี้คงจะต้องถูกยักษ์จับกลับไปนรกเป็นแน่แท้

ท้าวเวสสุวัณ

ลำดับต่อมา เมื่อทุกอย่างสงบลง ยักษ์ก็ได้หายตัวไปพร้อมกลิ่นสาบเสือ

หลวงพ่อลุนลืมตาขึ้นก็พบว่า เสือทั้งสามตัวนั้นได้หายไปแล้ว ... คงเหลือแต่ผ้าสังฆาฏิของท่านที่ผูกไว้เป็นรูปหุ่นพยนต์ตกอยู่เพียงอย่างเดียว!!

Advertisement

กดติดตาม สยามวาไรตี้ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมงาน และติดตามข่าวสารดีๆ พร้อมนำเสนอให้ท่านสมาชิกไม่พลาดทุกข่าวที่สนใจ

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ